เครดิตโดย khun_aumaim http://my.dek-d.com/khun_aunchisa/
ศัพท์น่ารู้เกี่ยวกับวงการการ์ตูน
ศัพท์ดังต่อไปนี้นั้น ก็เป็นคำศัพท์ทั่วๆที่คนการ์ตูนเขาพูดกันครับ เวลาคุณได้ยินคำเหล่านี้ขึ้นมาเมื่อไหร่ คุณก็รู้ได้เลยว่ามันเป็นศัพท์เฉพาะ ของวงการการ์ตูนแน่ๆ และ อาจเป็นผลดีที่ต่อไปคุณอาจสื่อสารกัน รู้เรื่องขึ้น และเข้าใจให้ถูกต้องมากขึ้น
คำศัพท์ - ความหมาย
อากิฮาบาระ - ย่านขายเครื่องไฟฟ้าของญี่ปุ่น, เป็นแหล่งศูนย์รวมเหล่าโอตากุประเภทบ้าการ์ตูนและเกมส์ เทียบกับบ้านเราก็คงแถวคลองถม-สะพานเหล็กนะแหละ
อักษรศีลธรรม - ตัวอักษรที่คอยบดบังฉากบางฉากอันน่าล่อแหลมของการ์ตูนบางเรื่อง ทำให้คนอ่านเสียอรรถรส เช่น "คว้าง" "ผ่าง" "พรึ่บ" ฯลฯ
อนิเมชั่น - การ์ตูนที่เป็นภาพเคลื่อนไหวได้ และเนื้อเรื่องส่วนใหญ่นั้นจะดัดแปลงจากฉบับคอมิคหรือมังงะ ไม่ได้เหมือนกับต้นฉบับเป๊ะๆซะทีเดียว
บิโชโจ - การ์ตูนแนวหนึ่งที่เน้นจำนวนสาวๆทรงเสน่ห์ มีบุคลิกหลากหลาย เพื่อเอาใจคอการ์ตูนที่เป็นชายหนุ่ม เช่น การ์ตูนที่เป็นผลงานของ เคน อาคามัตซึ(A.I.Think so,Love Hina,Negima)เป็นต้น
Cover - กลุ่มคนที่ทำกิจกรรม เลียนแบบนักร้องนักแสดงอาชีพ โดยเฉพาะ การเต้น หรือ การร้องเพลง พบเห็นบ่อยในงานการ์ตูนทั่วไป
คอมิค - เป็นศัพท์ที่ชาวตะวันตกเรียก หนังสือการ์ตูน ที่แสดงออกมาเป็นกรอบ ช่องคำพูด
คอมิค มาร์เก็ต - งานแสดงฝีมือของเหล่านักวาดการ์ตูนมือสมัครเล่นที่ญี่ปุ่น โดยที่นั่นถือว่าเป็นงานใหญ่มากเลยทีเดียว
คอสเพลย์ - กิจกรรมกล้าแสดงออกประเภทหนึ่ง ที่ให้เราสวมชุด ปลอมตัวเป็น ตัวละครจากการ์ตูนและเกมส์ ที่เราชื่นชอบ
โดจินชิ - การ์ตูนล้อเลียนที่เขียนมาจากการ์ตูนเรื่องหนึ่ง(จะชอบหรือ ไม่ชอบก็ตามแต่) แต่บางทีอาจเขียนยำจนไม่เหลือสภาพ
แฟนอาร์ต(Fanart) - ภาพวาดตัวละครจากการ์ตูนที่เราชื่นชอบ
แฟนดับ(Fan-Dub) - เป็นอนิเมที่ให้คนดูหรือแฟนคลับของแต่ละเรื่องมาพากย์เสียงกันเอง
แฟนฟิก(Fan-Fic) - คำเต็มคือ แฟเนติค ฟิคชั่น เป็นเรื่องราวของการ์ตูนเรื่องต่างๆที่ถูกแต่งขึ้นมาใหม่ โดยแฟนการ์ตูนเรื่องนั้นๆ
เช่น ตอนจบของโดราเอม่อน เป็นต้น;เป็นสิ่งที่ทำให้คนอ่านไขว้เขวได้
แฟน เซอร์วิส 1.ฉากหลุดๆ ตลกๆ วับๆแวมๆ ประเภท กอด จูบ หรือ จะแก้ผ้า เปิดหวอ ให้ ที่คนเขียนได้คัดสรรมาแก่คนอ่านบางกลุ่มโดยเฉพาะ เช่น ฉากชิซูกะตอนอาบน้ำ )
2.ฉากที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง แต่ก็ทำให้คนอ่านถูกใจสุดๆ เช่น ชุดว่ายน้ำ,หูแมว เป็นต้น
*หากพูดถึงคำนี้นั้น ส่วนใหญ่มักจะนึกถึงข้อแรกมากกว่า
แฟนซับ(Fan-Sub) - เป็นอนิเมที่ให้คนดูหรือแฟนคลับของแต่ละเรื่องนั้น มาทำบทบรรยายกันเอง
ฟิกเกอร์ - หุ่นโมเดลจากการ์ตูน,หนัง,เกมส์ยอดนิยม เหมาะแก่การสะสมสำหรับผู้ที่มีตังค์หน่อยๆ
กาจาปอง - หุ่นโมเด็ลของเล่นกระจุกกระจิก ที่ถูกยัดไว้ในกล่องแคปซูล หรือ จะเรียกว่า ของเล่นจากเครื่องหยอดไข่ก็ได้
ฮาร์เล็ม - แนวการ์ตูน ที่พระเอก 1 คน จะอยู่ท่ามกลางสาวๆหลายคน หาอ่านได้จาก ผลงานของ เคน อาคามัตซึ อีกเช่นกัน
Henshin - แปลงร่าง มักได้ยินคำนี้บ่อยๆ ในหนังแปลงร่างประเภท ไอ้มดแดง เป็นต้น
Hentai(H) - การ์ตูนโป๊ ลามก ที่ไม่เหมาะกับ น้องๆ หนูๆ ที่อายุต่ำกว่า 18
K - คำเต็มคือ Kenshiro เป็นการ์ตูนเน้นกล้ามเนื้อ โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก หมัดเทพเจ้าดาวเหนือ (Hokuto no Ken) มีหลายคนนำตัวละครเหล่านี้มาแต่งตัวเลียนแบบตัวละครแนวโลลิคอน หรือแนวบิโชโจ
เป็นมลภาวะทางสายตาสำหรับผู้นิยม L
Loli(L) - เรียกเต็มๆคือ Lolicon เป็นการ์ตูนที่เน้นขายตัวละครที่เป็นเด็กสาวอายุน้อยรูปร่างหน้าตาน่ารัก
เป็นแนวที่ผู้ชายชอบกันมาก เช่นเรื่อง Sister Princess , Digi Charat ,Chobits เป็นต้น
Maid - การ์ตูนประเภทหนึ่ง ที่นำตัวละครสาวๆมาสวมชุดคนใช้ สไตล์ตะวันตก เช่น Mahoromatic
มาโฮ โชโจ (Mahou Shoujo) - การ์ตูนแนวสาวน้อยเวทย์มนตร์ ซึ่งยังคงเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เช่น แม่มดน้อยแซลลี่ ,Minky Momo,แม่มดน้อยโดเรมี เป็นต้น
มังงะ - หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น
Mechanism - พวกคลั่งไคล้ตัวการ์ตูนที่เป็นเครื่องจักรกล หุ่นยนต์
Megane - แว่นตา;พวกคลั่งไคล้ตัวละครสาวๆที่ชอบสวมแว่นตา(เช่น ยามาโมโต้ เทพบุตรจิตป่วน)
Miko - การ์ตูน ที่นำตัวละครสาวๆมาสวมชุดคนทรงแบบญี่ปุ่น
Moe - ศัพท์ในวงการโอตากุ หมายถึง ความหลงไหล ในตัวของ คน สัตว์ สิ่งของ แต่ส่วนใหญ่ มักหมายถึง การหลงใหลคลั่งไคล้ สาวน้อย ใน การ์ตูน และ เกมส์
Neko - ตัวการ์ตูนสวมหูแมวทั้งหลายแหล่ เช่น Digi Charat ขบวนการเหมียว เหมียว เป็นต้น
Obacon - ชอบตัวละครที่มีอายุมากกว่า เช่น Onegai Teacher
โอตากุ (Otaku) - คนกลุ่มหนึ่งที่คลั่งไคล้สิ่งๆหนึ่งซึ่งเป็นอะไรก็ได้ แต่ส่วนใหญ่ มักจะนึกถึงพวกที่บ้าการ์ตูนและเกมส์ ซึ่งระดับความชื่นชอบของพวกเขานั้น ดูจะมากกว่า ระดับแฟนพันธุ์แท้เสียอีก ซึ่งคนปกติบางกลุ่มอาจมองคนกลุ่มนี้ว่า เป็นคนที่มีจิตไม่ปกติ
OVA - ย่อมาจาก Original Video Animation เป็นอนิเมชั่นตอนพิเศษที่จัดทำขึ้นสำหรับวีดีโอเท่านั้น ซึ่งจะไม่มีฉายในทีวีซีรี่ย์ภาคปกติแต่อย่างใด
ปาหมอน - เป็นคำที่นักอ่านการ์ตูนในบ้านเราเรียกการ์ตูนเรื่องที่ตัดจบแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แถมจบได้ไม่ประทับใจอีก ที่มาของคำนี้ มาจาก ชาแมนคิง ราชันแห่งภูติ เล่มจบ
เซย์ยู (Seiyuu) - นักพากย์ เป็นอาชีพที่ทำเงินอีกอาชีพหนึ่งของญี่ปุ่นเลยทีเดียว
ซูเปอร์ เซ็นไท(Super Sentai) - หนังขบวนการ 5 สี
Shota (S) - เรียกเต็มๆคือ Shotacon หรือจะเรียกว่า เป็นพวกนิยมชมชอบ เด็กผู้ชายน่ารักๆ ไร้เดียงสา
SM - ย่อมาจาก Sadistic Masochist พวกชอบความรุนแรง ประมาณว่า อยากเห็นอะไรโหดๆก็จะรู้สึกดี
Yaoi - การ์ตูนประเภทผู้ชายรักผู้ชาย หรือ จะเรียกว่าเป็น การ์ตูนเกย์ก็ว่าได้
Yuri - คล้ายๆYaoi แต่เป็นผู้หญิงรักผู้หญิงแทน
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เพิ่มเติมครับ เครดิต http://www.cyberzue.org/comicseason/vocab.htm
Doujinshi
Doujinshi (โดจินชิ) ย่อมาจากคำว่า Doujin Zasshi (โดจินซัทชิ) หมายถึง หนังสือหรือนิตยสารที่ทำการลำดับเรื่อง รวบรวบและตีพิมพ์ขึ้นโดยที่ไม่ผ่านระบบขั้นตอนและการจัดจำหน่ายจากสำนักพิมพ์ โดยการร่วมมือของกลุ่มคนที่มีจุดมุ่งหมาย แนวความคิดความนิยม หรือความสนใจในสิ่งเดียวกันเป็นต้น
โดจินชิ แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ Parody* และ Original**
Parody
Parody* (พาโรดี้) หมายถึง รูปแบบของงานเขียนประเภทหนึ่ง ซึ่งจะนำเอารูปแบบและลีลาของงานเขียนที่รู้จักกันดี หรือเป็นที่รู้จักกันมาก่อนมาเป็นแบบอย่าง แล้วดัดแปลงเนื้อหามาเป็นแนวตลกขบขัน หรือแนวล้อเลียนเสียดสี ตัวอย่างที่มักพบเห็นกันได้บ่อย ๆ เช่น การ์ตูนล้อ เป็นต้น
Original
Original** (ออริจินัล) หมายถึง รูปแบบของงานเขียนประเภทหนึ่ง ที่เขียนขึ้นมาจากความคิดและจินตนาการของตัวผู้เขียนเอง และถ่ายทอดออกมาในรูปแบบและลีลาที่เป็นลักษณะเฉพาะของตน
Anthology
Parody ที่รวมเล่มตีพิมพ์และจัดจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์
Comicket
Comicket (คอมิคเก็ต) ชื่อเต็มของงาน คือ Comic Market (คอมิคมาร์เก็ต) ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่จัดให้มีการขายโดจินชิ *ในหนึ่งปีจะมีขึ้น 2 ครั้ง คือ ในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว โดยแต่ละครั้งจะนานราว 2-3 วัน และมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 4 แสนคน ซึ่งผู้เข้าร่วมงานสามารถคอสเพลย์ ได้ซึ่งจุดนี้ก็เป็นส่วนที่ทำให้งานมีความคึกคักน่าสนใจมากขึ้น สตาฟส่วนใหญ่จะมาจากอาสาสมัครแทบทั้งสิ้น คอมิคเก็ตในฤดูร้อนเราจะเรียนกว่า "Natsukomi" และในฤดูหนาวเราจะเรียกว่า "Fuyukomi"
(*หมายเหตุ : อ้างอิงข้อมูลจากงานคอมิคเก็ตของญี่ปุ่น)
Only Event
งานที่จัดให้มีการขายโดจินชิที่มีการจำกัดหรือมีการเจาะจงเรื่องหรือคู่ที่จะมาขายในงาน โดยเซอเคิลที่เข้าร่วมขายนั้นจะมีตั้งแต่ประมาณ 40 สเปซ จนถึง 1,000 สเปซขึ้นไป แตกต่างกันไปตามแต่ละงาน อีเวนท์ที่อนุญาตให้คอสเพลย์ได้ก็มีอยู่มากซึ่งจุดนี้ก็ขึ้นอยู่กับเอกลักษณ์ของงานนั้น ๆ
Circle
กลุ่มเพื่อนที่ร่วมทำกิจกรรมเดียวกัน หรือบางครั้งก็มีคนเดียว ในกรณีนี้เราจะเรียกว่า เซอเคิลเดี่ยว การใช้ชื่อไตเติ้ลหนังสือโดจินชิ เป็นชื่อเดียวกันกับชื่อของเซอเคิลเป็นเรื่องปกติที่พบเห็นได้โดยทั่วไป
SP
หรือ Space (สเปซ) หมายถึง พื้นที่สำหรับขายโดจินชิในงานอีเวนท์ ในกรณีที่ต้องการจะขายหนังสือในงานอีเวนท์ก็จะต้องส่งใบสมัครเพื่อจองพื้นที่ตรงส่วนนี้ โดยทั่วไปแล้ว 1 สเปซจะมีพื้นที่เท่ากับโต๊ะครึ่งตัว (ประมาณ 90x45 cm.) และมีเก้าอี้ให้ 1 ตัว ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ จะอยู่ในใบสมัครของแต่ละอีเวนท์
Pamphlet
Pamphlet (แพมเฟล็ต) คือ คู่มือแนะนำข้อมูลของเซอเคิลที่เข้าร่วมทั้งหมด แผนที่ภายในงาน กฏและรายละเอียดต่าง ๆ ของงานเป็นต้น หนังสือเล่มนี้เพียง 1 เล่มทำให้เราสามารถรู้ข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับอีเวนท์ได้ โดยเฉพาะการอ่านให้เข้าใจถึงกฏและข้อกำหนดต่าง ๆ ภายในงานเตรียมไว้ก่อนเข้างานนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก (*ในกรณีของงานคอมิคเก็ตจะเรียกกันว่า "แคตตาล็อก (Catalog)" )
Cosplay
Cosplay (คอสเพลย์) ย่อมาจากคำว่า Costume Play (คอสทูม เพลย์) คือ การแต่งกายเลียนแบบตามตัวละครต่าง ๆ เพื่อเป็นการแสดงถึงความชื่นชอบของตนเองที่มีต่อตัวละครนั้น ๆ ในงานคอมิคเก็ตคนที่แต่งตัวให้เข้ากับคาแร็กเตอร์ในโดจินชิที่ตนเองขายก็มีอยู่มาก อย่างใน*คอมิคเก็ตฤดูร้อนหรือ*คอมิคเก็ตฤดูหนาวจะอนุญาตให้มีการคอสเพลย์ได้ แต่ในงาน*คอมิคซิตี้หรืองานอีเวนท์ต่าง ๆ บางงานจะมีกฏข้อห้ามเอาไว้ควรจะระวังในกรณีนี้ด้วย
(*หมายเหตุ : ที่ญี่ปุ่น)
Sukebu
Sukebu (สึเคะบุ) ย่อมาจากคำว่า Sketch Book (สเก็ตบุ๊ค) ในกรณีที่ต้องการจะขอรูปภาพจากนักเขียนจะต้องนำสเก็ตบุ๊คไปด้วยตนเอง และขอร้องนักเขียนพร้อมกับส่งมอบสเก็ตบุ๊คให้ด้วยมือของตน ในกรณีที่เซอเคิลนั้น ๆ ติดธุระหรือไม่ว่างอยู่นั้น เพื่อความรู้สึกดีของทั้งสองฝ่าย ควรจะคำนึงถึงความสะดวกของทางเซอเคิลอีกด้วย อย่างน้อยที่สุดเวลาที่จะขอรูปภาพนั้นก็ควรจะรักษามารยาทให้มาก ๆ
by : Kira.K
(หมายเหตุ : อ้างอิงและดัดแปลงคำศัพท์มาจาก Comic Box Junior Vol.116)
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ขอนำบทความเกี่ยวกับโอตาคุมาให้อ่านกันครับ
เครดิต http://webboard.hunsa.com/viewtopic.php?t=19367
บทความนี้ จะเชื่อ หรือ ไม่เชื่อก็ตามแต่ แต่ขอให้ใช้วิจารณญาณในการอ่าน
: นี่ๆๆ เธอ ฉันเจอคนๆหนึ่งที่ร้านวีดีโอด้วยล่ะ ดูสิสุดๆไปเลย
: เหรอ แล้ว ไอ้ที่เธอว่า สุดๆเนี่ยเป็นไงเหรอ
:ตอนอยู่ที่ร้านนะ ฉันกำลังเลือกหา "บ้านผีปอบ20"ให้แฟนชั้นอยู่เนี่ย ฉันก็เหลือบมองไปเห็น เขาคนนั้นนะ
กำลังสูดลมหายใจฟืดฟาดๆ ขณะที่หยิบVCD การ์ตูนเรื่องหนึ่งอ่ะ
:หาาาาาา แค่หยิบVCD การ์ตูนก็หายใจซะดังลั่นเชียว!!! แล้วรูปร่างหน้าตาเขาเป็นยังไงเหรอ
:คนที่ชั้นเจอนะ เป็นผู้ชายอ้วนๆ สวมแว่นหนาเตอะ สิวเปื้อนเต็มหน้า ผมยาวรุงรัง
นี่ไม่ใช่แค่หายใจดังนะ น้ำลายยังไหลเยิ้มออกมาด้วยล่ะ
:ท่าทาง เธอจะเจอพวกอันตรายแล้วล่ะ คนๆนั้นเป็น โอตากุ พันธุ์แท้เลยนะ แล้วเขาหยิบการ์ตูนเรื่องอะไรมาดูเหรอ
:ดูจากปกนะ น่าจะเป็น พวกอนิเมแนวสาวน้อยน่ารักๆนะ
:.....อันตรายสุดๆเลย ห่างๆจากคนพวกนี้ ดีกว่านะ ขยะแขยงชะมัด
:จริงๆด้วยสิ ว่าแต่ โอตากุ ที่เธอว่ามานั่น มันคืออะไรเหรอ
(บทสนทนานี้ เป็นเหตุการณ์สมมติขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลจริงใดๆ)
จากบทสนทนาข้างบน ก็แสดงให้เห็นถึงภาพพจน์ของโอตากุที่คนส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ไม่บ้าการ์ตูน หรือ ชอบอ่านการ์ตูนพอประมาณนั้นมองกัน พบเห็นได้แถวย่านอากิฮาบาระ ในญี่ปุ่น หรือ คลองถม-สะพานเหล็ก ยังพอเห็นอยู่บ้างในบ้านเรา แต่พวกเขาอาจมองข้ามไปว่า บางทีคนปกติ ธรรมดา ที่ลักษณะ ตรงกันข้ามกับชายคนดังกล่าวนั้น ก็อาจมีลักษณะนิสัยที่คลั่งไคล้การ์ตูนพอๆกับชายคนนั้นเลยก็เป็นได้
ถ้าว่ากันตามความจริงนั้น โอตากุ แปลในความหมายภาษาญี่ปุ่นจริงๆ แปลว่า บ้าน แล้วทำไมถึงเรียก คนกลุ่มบ้าการ์ตูน เกมส์ พวกนั้นว่า โอตากุล่ะ? ก็ง่ายๆครับ ก็เพราะ พวกเขาเหล่านั้น เอาแต่หมกมุ่นอยู่แต่ในบ้าน พวกเขาอยู่ได้ด้วยการอ่านแต่การ์ตูน เล่นเกมส์ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาชอบกันทั้งวัน โดยที่ไม่สุงสิงกับบุคคลภายนอกถ้าไม่จำเป็น
จากคำนิยามนี้เอง คำว่า โอตากุ นั้น ก็กลายมาเป็นศัพท์แสลงเฉพาะกลุ่ม ในความหมายทั่วๆไป ถ้าพูดถึงเกี่ยวกับ คนที่บ้าการ์ตูนสุดๆ แต่จริงๆแล้ว โอตากุ ไม่ได้หมายถึงกลุ่มคนที่ชอบ คลั่งไคล้การ์ตูนสุดๆ แต่ยังหมายรวมถึง กลุ่มคนที่หลงไหลไปกับ สิ่งที่ตนเองรัก ไม่ว่าจะเป็น ดารา ของสะสม ซีดีเพลง ฯลฯ หรือ การที่หมกตัวอยู่บ้าน ก็ถือว่า ยังอยู่ในขอบเขตของคำว่า โอตากุ อยู่
ย่านอากิฮาบาระ แหล่งเครื่องใช้ไฟฟ้า การ์ตูน-เกมส์ ที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่น
ถ้าพูดกันจริงๆบางคนอาจคิดว่า ระดับของโอตากุนั้น จะมีระดับความคลั่งไคล้ที่ใกล้เคียงกับคำว่า "แฟนพันธุ์แท้" แต่หารู้ไม่ว่า โอตากุนั้น มีระดับความคลั่งไคล้ที่รุนแรงกว่า จนถึงขั้นนำสิ่งของที่รักไปเชิดชูบูชา เป็นศาสนาหนึ่ง แต่สิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้น โอตากุบางคนกลับกลายเป็นปัญหาสังคมส่วนหนึ่งของญี่ปุ่นอีกเช่นกัน โดยสาเหตุนั้น หลักๆ ก็คงมาจาก สื่อการ์ตูน เกมส์ จำพวกแนวขายสาวน้อยน่ารัก บวกกับ การที่ห่างเหินจากเพศตรงข้าม ด้วยเหตุผลที่ว่าทำงานหนัก หรือ เหตุผลอะไรก็ตามแต่ ก็เลยรู้สึกเก็บกดและอยากจะระบายความรู้สึกออกมา และด้วยความที่ห่างเหินจากเพศตรงข้ามนี่หละ ที่ทำให้บางคนขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่มีจุดหมายในชีวิต ก็เลยแสดงออกด้วยการจินตนาการลงไป โดยอุปโลกตนเองว่า อยู่ท่ามกลางสาวๆสวยๆน่ารักๆ มากกว่า 50 คนในที่แห่งหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่ที่สวยงาม เป็นต้น ซึ่งการที่เขาคิดเช่นนั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด แต่อาจมีผลเสียตรงที่ว่า ถ้าเขามัวแต่มานั่งเพ้อฝัน เกี่ยวกับเรื่องในฝัน มากกว่าที่จะมามองดูสิ่งรอบๆตัว หรือ การใช้ชีวิตบนโลกแห่งความเป็นจริง เขาก็อาจละทิ้ง หลีกหนีความจริงซึ่งเขาเผชิญอยู่ หรือ อาจนำเรื่องในโลกแห่งความฝันไปปนกับการใช้ชีวิตในโลกแห่งความจริงอย่างไม่สร้างสรรค์ได้
ตัวอย่างเคสนี้ (เป็นเรื่องสมมติขึ้น กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน)
เรื่องก็มีอยู่ว่า ก็มีบุคคลหนึ่ง ซึ่งชื่นชอบตัวการ์ตูนนางฟ้าแสนสวย รักใคร่ตัวละครตัวนี้มาก ถึงขนาดอ้างว่ายอมตายแทนเธอซึ่งไม่มีตัวตนนั้นได้ พอมีคนมาติติงการ์ตูนเรื่องนี้ หรือ วิจารณ์เธอแบบเสียๆหายๆ เขาก็โกรธมาก จนเข้าไปต่อว่าคนที่คิดสวนทางกับเขาอย่างรุนแรง วันดีคืนดี เขาอาจชกต่อยกับคนอื่นๆที่อาจหาญมาดูหมิ่นเธอซึ่งไม่มีตัวตนคนนั้น จนในที่สุด เขาก็พบว่า ไม่มีมนุษย์โลกคนไหนสนใจเขา มีแต่เธอคนนั้นเป็นเพื่อนรักเพียงคนเดียวที่เขาไว้ใจ และเขาก็ตัดสินใจไปหาเธอด้วยการฆ่าตัวตาย
จากตัวอย่างข้างต้น ก็ได้เห็นถึงการที่เราหมกมุ่นกับสิ่งนั้นๆมากจนเกินไป จนไม่อาจยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้ พอเป็นมากๆเข้าก็อาจทำให้เสียสติจริงๆ ถึงขั้นอาจก่อให้เกิดปัญหาสังคมได้ และ มันก็เกิดขึ้นจริงๆที่ญี่ปุ่น เพราะ เมื่อปลายปี พ.ศ.2547 ก็เกิดคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ เมื่อ ชายชาวญี่ปุ่นได้จับเด็กผู้หญิงน่ารักคนหนึ่ง มาแต่งเป็นตัวละครจากเรื่องCard Captor Sakura และก็ทรมานเขาจนตาย ซึ่งการกระทำของคนดังกล่าว หรือ การกระทำอันไร้สติที่ทำให้คนอื่นๆเดือดร้อนของโอตากุกลุ่มดังกล่าว ก็ทำให้ โอตากุ นั้นมีความหมายที่เลวลง และกลายเป็นการเหมารวม โอตากุที่ปกติ นิสัยดี ไม่มีพิษภัย ว่าเป็นกลุ่มคนอันตรายไปด้วย (ส่วนหนึ่งก็เพราะสื่อเขียนข่าวเกินจริงด้วยเหมือนกัน)
ถึงแม้ว่า ระดับความคลั่งไคล้ของเหล่าโอตากุของที่นั่นจะอยู่ในระดับรุนแรง แต่ที่บ้านเรายังไม่ค่อยพบเจอกลุ่มที่มีระดับรุนแรงถึงขั้นนั้น อย่างมากก็แค่ บ้าการ์ตูนเฉยๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะสังคมของเขามีการแข่งขันกันสูงมาก จิตใจบางคนก็เลยพลอยแย่ไปด้วย แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ การที่พ่อแม่ ไม่มีเวลามาเลี้ยงดู ดูแล การห่างเหินจากเพื่อนฝูง ทำให้พวกเขามีเพียงแค่ "สิ่งของที่รัก" เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจอย่างเดียว ซึ่งวิธีแก้ปัญหานี้ที่ไม่ให้ระดับความคลั่งไคล้นั้นเกินขอบเขต ก็คือ ควรจะอยู่ ทำกิจกรรมร่วมกับ พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง หรือเพื่อน ให้มากขึ้น อย่างน้อยการได้อยู่ร่วมกับพวกเขาก็ทำให้คุณมีความสุขได้โดยที่ไม่ต้องรอหาแฟนเลย
กลุ่มโอตากุ จากการ์ตูนเรื่อง Otaku no Video ของ บ.Gainax แนวคิดและนิสัยของคนกลุ่มนั้นเหมือนจะสุดขั้ว
แต่ก็ใช่ว่ากลุ่มโอตากุจะมีนิสัยแบบนี้กันแทบทุกคน
รวมถึง การที่เราจะรักชอบสิ่งใดก็ตาม ก็ควรจะทำอย่างมีสติ และ อย่าทำให้คนอื่นๆเขาเดือดร้อน ถึงแม้ว่าวิธีดังกล่าวอาจได้ผลแค่ส่วนหนึ่ง แต่อย่างน้อย ก็ทำให้พวกเขาอยู่ร่วมกับคนอื่นๆได้อย่างมีความสุข โดยที่ไม่ต้องสนเลยว่า เขาจะชื่นชอบ การ์ตูน เกมส์ ฯลฯ มากน้อยแค่ไหน
อ้างอิงจาก กระทู้ ว่าด้วยเรื่องของโอตากุ... มันคืออะไรแน่? ของคุณ Rugal http://www.gamer-gate.net
ที่มา http://www.kartoon-discovery.com/topic/topic11.html
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เครดิต http://www.cartoon.co.th/webboard/community_read.asp?cid=11782&first=1&page=&mailid=1
ที่มาของโลลิค่อน
พอดีไปค้นข้อมูลทำรายงานวิชา ประวัติศาสตร์การทูตไทย แล้วผมทำเรื่อง "นโยบายที่ไทยใช้รับมือกับญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่2" ตอนที่ค้นๆก็พอดีไปเจอเรื่องน่าสนใจเข้า เป็นหนังสือชื่อ มุมญี่ปุ่น เขียนโดย นพพรสุวรรณพานิช ก็พอดีอีกนั่นแหละครับที่เปิดไปเจอส่วนที่พูดถึงการ์ตูนญี่ปุ่นพอดี ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบ การ์ตูนญี่ปุ่นกับการ์ตูนฝรั่งใน แง่เศรษฐกิจ เนื้อหา และลักษะการบริโภคการ์ตูน ที่ต่างกัน รวมถึงการพูดถึง...ไทยในฐานะที่เป็นผู้รับซื้อ และ เป็นผู้บริโภคการ์ตูนญี่ปุ่นรายใหญ่ด้วย
ในส่วนที่บอกว่าน่าสนใจคือในย่อหน้าที่8 มีการกล่าวถึงการ์ตูนโลลิค่อนไว้ครับ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะนำมาบอกต่อเพื่อเป็นความรู้ให้กับท่านทั้งหลายที่ยังไม่รู้ หรือถ้ารู้แล้วก็ไม่เป็นไรครับ
คำว่าLoliconในการรับรู้ของ พวกเราทั้งหลาย หมายถึง การ์ตูนแนวน่ารักที่มีตัวละครหญิง อายุน้อยไร้เดียงสาเป็นแกนหลัก ซึ่งก็มีผู้นิยมมากมาย จัดว่าเป็นการ์ตูนสายหนึ่งที่มีการผลิตออกมาเรื่อยๆตามความต้องการของตลาด
แต่ที่มาจริงๆของโลลิค่อน ย่อมาจาก คำว่า Lolita complex หมายถึงการ์ตูนสำหรับเพศชาย และรากที่มาของคำว่าโลลิต้านี่มาจาก นวนิยาย ชื่อ Lolita ประพันธ์โดย วลาดิมีร์ นาโบกอฟ (ท่าทางจะเป็นชาวรัสเซียแต่เรื่องนี้แต่งในปารีสในปี1995) ซึ่งเป็นเรื่องของความรักของหญิงสาวกับชายชรา ในหนังสือมุมญี่ปุ่นนี่ใช้คำว่า"เป็นเรื่องที่แต่งด้วยภาษากามวิจิตร" ซึ่งก็แสดงว่าเป็นเรื่องทางโลกที่แต่งโดยใช้ภาษาสละสลวย(ผมแปลตามพยัญชนะได้ประมาณนี้ใครแปลไทยเป็นไทยได้ดีกว่านี้ก็เอาเถิดครับ)ซึ่งผมไปอ่านดูในวิกิพีเดียพบว่าเรื่องนี้ไม่น่าดู(สำหรับผม)สักเท่าไรนัก แต่พอมาในญี่ปุ่นคำว่าโลลิค่อนหรือโลลิต้านี้ หมายความว่าเป็นการชอบเด็กๆไป ก็พอจะคะเนได้ว่า เป็นการเอาไอเดียเรื่องความต่างของอายุมาใช้ซึ่งในวรรณกรรมโลลิต้าเดิมนั้น เป็นชายชรากับหญิงสาว แต่พอมาทำเพื่อขายให้กับกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งพระเอกต้องเป็นคนหนุ่ม(เปรียบได้กับชายชรา) ก็ต้องลดอายุตัวเอกหญิงลง(เปรียบเหมือนหญิงสาวในเรื่อง) เลยต้องกลายเป็นเด็กๆไป แต่ก็ใช้ได้ผลดีเลยทีเดียว
edit :
Lotita เป็นเรื่องของพ่อเลี้ยงที่หลงรักเด็กผู้หญิงซึ่งเป็นลูกติดของภรรยาตัวเอง และมีเพศสัมพันธ์กับเด็กคนนั้นค่ะ
ไม่ใช่ชายชรากับหญิงสาวนะคะ
โลลิต้าในนิยายอายุประมาณ 11-12 เองมั้งคะ
แล้วพ่อเลี้ยงก็ไม่ได้แก่มากด้วย
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
edit @ 24 Apr 2008 23:59:07 by นายแอปเปิ้ล
edit @ 25 Apr 2008 00:10:30 by นายแอปเปิ้ล
บางคำยังไม่รู้เลย
ชอบซึนเดเระ
แล้วท่านล่ะครับ ชอบโลลิต้าหรือเปล่า?
แหล่งอ้างอิง
นพพร สุวรรณพานิช,มุมญี่ปุ่น.กรุงเทพฯ:พิราบ,2541
en.wikipedia.org/wiki/Lolita