Kill Bill Vol.1 : Q & ME

posted on 21 Mar 2011 16:52 by appleboy

Kill Bill Vol.1

Q & ME

(บทวิจารณ์นี้มีการเปิดเผยเนื้อเรื่อง)

 

                “การแก้แค้นเป็นอาหารที่ดีที่สุดเมื่อมันเย็นแล้ว” สุภาษิตคิงกอนโบราณ

                ปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงหายใจถี่แรง สร้างความสงสัยและอยากรู้ว่ามันคืออะไร เสียงนั้นดังไม่หยุด และความมืดยังคงอยู่ ความสงสัยของเด็กหนุ่มว่ามันคือเสียงของการร่วมเพศหรือเปล่า? ความคิดสัปดนจบลงเมื่อเห็นเจ้าสาวหน้ายับมีบาดแผลเต็มใบหน้า เธอพยายามหายใจเพื่อพยุงชีวิตของเธอ ใครเดินเข้ามาหาเจ้าสาว เค้าคือบิลหรือเปล่านะ แต่ดูจากผ้าเช็ดหน้าของเค้าอาจจะใช่... เอ๊ะ!!! นั่นเค้ากำลังจะทำอะไรเนี่ย?????

เปิดมายังขนาดนี้ หวังว่าผมจะดูมันต่อไหวนะ

Chapter One : 2 (สอง)

            เจ้าสาวโชกเลือดคนนั้น ที่ตอนนี้ดูจากภายนอกแล้วไม่มีบาดแผลใด ๆ เธอขับรถบรรทุกมาที่บ้านหลังหนึ่งเพื่อแก้แค้น การต่อสู้ดำเนินไปอย่างรุนแรง ข้าวของเสียหาย ก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลายไปมากกว่านี้ ลูกสาวของเหยื่อความแค้นก็กลับมาจากโรงเรียน ทุกอย่างจบลงฉับพลัน แม่ของเธอจับมือกับเจ้าสาว บอกว่าเป็นฝีมือของสุนัขตัวนึง น่าสงสัยว่าสุนัขตัวนี้ มันบ้าอยู่แล้ว หรือว่าเพิ่งบ้า ความจริงในบ้านตอนนี้ก้มีสุนัขบ้าตัวนึงเหมือนกัน ที่พร้อมจะล้างแค้นแบบกัดไม่ปล่อย

                เพื่อนของผมคนนึง มีความสงสัยในตอนนี้ จนพาลไม่อยากดูตอนอื่น ๆ อีก คือในช่วงที่มีการชี้เป็นชี้ตายระหว่างเจ้าสาวกับเวอร์นิต้า เหยื่อในตอนแรก เจ้าสาวมีมีด เวอร์นิต้ามีปืน ไม่น่าเชื่อได้ว่าเจ้าสาวจะสามารถรอดพ้นจากกระสุนปืนไปได้ ไม่ว่าจะเป็นระยะการโจมตี และการที่เวอร์นิต้าได้สิทธิ์ในการทำก่อน ในตอนนั้นผมบอกเค้าไปว่าเวอร์ฯเธอไม่ถนัดในการใช้ปืนน่ะ แต่มันคงไม่ใช่คำตอบที่ดีสักเท่าไหร่ ถ้าเค้าถามผมตอนนี้ ผมจะบอกเค้าไปว่า “นายต้อง suspension of disbelieve” แต่เค้าอาจจะตอบกลับมาว่า “มันคืออะไรวะ?” ฮ่าฮ่า เพราะบางครั้งถ้าเราไม่แขวนความไม่เชื่อของเราทิ้งไว้ เราจะมีความสุขกับหนัง หรือแม้กระทั่งชีวิตของเราได้อย่างไร

                ฉากการยิงที่เจ้าสาวรอดมาได้ มันทำให้ผมนึกถึงงานเก่าของ Q เรื่อง Pulp Fiction ที่ตัวละครที่เล่นโดยซามูเอล แจ็คสัน ก็รอดอย่างหวุดหวิดจากการถูกยิงในต้นเรื่องเหมือน ๆ กัน (ความจริงก็ไม่น่าเรียกว่า “หวุดหวิด”  ควรจะเรียกว่า “ปาฏิหาริย์” มากกว่า) และหลังจากเค้ารอดมาได้ เค้าก็ตั้งใจที่จะหยุดใช้ชีวิตในรอยบาปตามความปรารถนาของพระผู้เป็นเจ้าทันที ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเจ้าสาว ที่ยังมุ่งมั่นในการต่อสู้เพื่อล้างแค้น ใช้คำสอนของอาจารย์เป็นคู่มือการเดินทาง

                “..สลัดอารมณ์อ่อนไหวเยี่ยงมนุษย์ปุถุชน สวมจิตใจนักฆ่าไร้ปรานี ผู้ใดบังอาจขวางหน้า ต่อให้เป็นองค์ศาสดาจักต้องพบจุดจบ.”

Chapter Two : The blood-splattered BRIDE (เจ้าสาวร่างนองเลือด)

            ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปี 6 เดือนก่อน ที่งานแต่งงานอันเละตุ้มเป๊ะของเจ้าสาว เธอนอนแอ้งแม้งอยู่ เพลงของศิลปินชาลี เฟเธอร์ ดังขึ้น และบรรยากาศของหนังคาวบอยก็ลอยเข้ามา ตามเสียงเพลงและควันจากล้อรถของนายอำเภอแก่  ที่แล่นผ่านถนนกลางทะเลทรายเพื่อไปที่เกิดเหตุ คุณน่าจะเคยเห็นนายอำเถอคนนี้จากหนังที่ Q เคยเขียนบทให้พี่ชายร่วมสาบาน From Dusk Till Dawn หรือ Death Proof และ Planet Terror หนังของ Q กับ R

                ถึงเจ้าสาวจะนอนเหมือนคนตาย แต่นี่ก็เป็นเรื่องของ 4 ปีครึ่งที่แล้ว ตอนนี้มีฉากที่เท่ห์มากอยู่ฉากหนึ่ง คือฉากที่ศัตรูอีกคนของเจ้าสาว แอล ไดรเวอร์ แปลงร่างเป็นนางพยาบาล มาลอบสังหารเธอ พร้อมกับผิวปากไปด้วย ดารีลล์ ฮันน่าห์ บอกว่า นอกจากเธอจะต้องฝึกศิลปะการต่อสู้ และใช้อาวุธเพื่อรับบทแอลในเรื่องนี้แล้ว เธอยังต้องฝึกผิวปากกับเจ้าของเพลงนี้อีกด้วย ต้องขอยอมรับในสปิริตของเธอและความบ้าอย่างประณีตของ Q จริง ๆ ในตอนที่ดูเรื่องนี้ในโรง ผมค่อนข้างไม่ชอบตอนนี้ของ Q เลยล่ะ ด้วยความโหดแบบเหนื่อย ๆ ของมัน โดยเฉพาะฉากที่เจ้าสาวได้กัดริมฝีปากล่างของคนที่จะเข้ามาข่มขืนเธอในห้องพยาบาล จนเลือดอาบเสื้อ ซึ่งเป็นอีกฉากในโลกภาพยนตร์ ที่ยังตราตรึงในความทรงจำของผมจนทุกวันนี้ รวมไปถึง ฉากที่เธอใช้มีดเฉือนเส้นเอ็นของพยาบาลหนุ่มจอมฟัค จำได้ว่าหลังจากหมอนั่นโดนเฉือนแล้วล้มลงไปนั้น ผมก็หน้ามืดเลยทีเดียว หัวผมมึนแก้มผมชาไปหมด

ผมจึงพยายามกระดิกนิ้วหัวแม่เท้าในความมืด ตามเสียงของเจ้าสาว

Chapter Three : The Origin of O-Ren (กำเนิดโอเรน)

            โอเรน อิชิอิ ชื่อรหัส อสรพิษเขี้ยวขาว ในตอนนี้ คือตอนของการประกาสศักดาของเธอ ที่ถือเป็นศัตรูตัวเมนหลักในวอลลุ่มนี้ โอเรน อิชิอิในชุดกิโมโนสีขาว ได้รับแรงบันดาลใจมากจาก Lady Snowblood หนังสัญชาติญี่ปุ่นว่าด้วยการล้างแค้นของสาวญี่ปุ่นในชุดกิโมโนสีขาว และเธอฆ่ากลางหิมะสีขาว เลือดสีแดงพุ่งปรี๊ดออกมา มีการนำเพลงประกอบหนังเรื่องนี้มาใช้ในคิล บิล อีกด้วย โอเรน รับบทโดย ลูซี่ หลิว หนึ่งในสามตัวละครหลักใน “นางฟ้าชาร์ลี” พอเธอมาเล่น คิล บิล ก็ทำให้ชื่อของหนังในภาษาไทยของเรื่องนี้เป็น “นางฟ้าซามูไร” ผมรักเจ้าสาว และอูม่าที่สุด แต่ไม่คิดว่าเธอเป็นนางฟ้าเท่าไหร่ แต่ก็ยังดีกว่า “ไอ้บิลตายแน่” ล่ะมั้ง?

                ถึงตอนที่แล้วหนังจะโหดพอสมควร และตอนนี้ความจริงน่าจะโหดกว่าด้วยซ้ำ แต่ Q ก็เลือกที่จะทำมันในรูปแบบของแอนิเมชั่น โดยใช้บริการของ Production I.G. ทีมที่ทำแอนิเมชั่น Animatrix โดยมีหนังที่เอาการใช้แอนิเมชั่นในระหว่างเรื่องมาใช้ตาม Q อยู่หลายเรื่องทีเดียว ทั้งที่ก็น่าจะมีคนใช้มาก่อน แต่ความเท่ห์ของ Q มันก็จัดจริง ๆ โดยมีหนังไทยที่เอามุขนี้มาใช้ นั่นคือ “อีติ๋มตายแน่” หรือในชื่อภาษาอังกฤษ “Kill Tim” โดยเป็นฉากการชกครั้งแรกของพระเอกกับตัวร้ายของเรื่อง(ซึ่งไม่เห็นจะเท่ห์เลยสักนิด) การที่ Q ทำแบบนี้ ไม่รู้ว่าต้องการจะทำให้ผมหายจากอาการหน้ามืด และพยายามจะออกจากโรงหนังหรือเปล่า แต่ความจริงแล้ว มันน่าจะมาจากการผ่อนคลายอารมณ์เมโลดราม่าของเรื่องมากกว่า ซึ่งมันทั้งเท่ห์และสร้างสรรค์เอามาก ๆ ผมจึงปันใจให้หนังอีกเกือบครึ่ง ในตอน ๆนี้

Chapter Four : Man From Okinawa (บุรุษจากโอกินาว่า)

                ตอนนี้เล่าเรื่องของเจ้าสาวที่ไปหาอาวุธเพื่อล้างแค้น นั่นก็คือดาบซามูไร เธอไปที่โอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น เพื่อตามหาชายคนหนึ่งที่ชื่อ ฮัตโตริ ฮันโซ นักตีดาบซามูไรและอาจารย์ในการต่อสู้โดยใช้ดาบซามูไรของบิล มาจะกล่าวบทไปถึงฮัตโตริ ฮันโซ เค้าคือตัวละครในซี่รี่ย์นินจาที่ Q ชอบดูในวัยเด็ก  Q ชื่นชอบในฮันโซมาก จึงเชิญนักแสดงที่เล่นเป็นฮัตโตริ ฮันโซ เพื่อมาเป็น ฮัตโตริ ฮันโซ รุ่นที่หนึ่งร้อย ในคิลบิล ในตอนนี้มีการสนทนาเป็นภาษาญี่ปุนระหว่างเจ้าสาวกับฮันโซ ผมรู้สึกว่าอูม่าเธอพูดภาษาญี่ปุนได้ดี และไพเราะอีกด้วย ตามที่ฮันโซเอ่ยชมเธอนั่นแหละ

                อีกฉากหนึ่งที่ชอบในตอนนี้คือฉากที่เจ้าสาวได้ขึ้นมาดูดาบซามูไรของฮันโซ ความขลังของดาบ อารมณ์ของตัวละคร เพลงที่ใช้ประกอบ(ที่เพิ่งมารู้ภายหลังว่ามาจากหนังญี่ปุนเรื่อง All About Lily Chou-Chou) เป็นอะไรที่งดงามมาก รวมไปถึงฉากที่ฮันโซมอบดาบซามูไรให้เจ้าสาว มันเหมือนการมอบมรดกอันล้ำค่าของชาวตะวันออกให้กับชาวตะวันตก Q เป็นคนที่ลึกซึ้งถึงแก่นในทุกสิ่งที่เค้าเลือกทำ ลอว์เรนซ์ เบนเดอร์ โปรดิวเซอร์คู่ใจ บอกว่า เค้าเป็นคนที่เหมือนฟองน้ำ ที่สามารถซึมซับ ความรู้สึก ความคิด วัฒนธรรมจากในทุกๆ ที่ ผมคิดว่าเค้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เวลาที่ดูหนังของเค้าผมสัมผัสได้ ว่าเค้าได้สัมผัสมันมาจนเข้าขั้นตกผลึกเลยทีเดียว และเค้าได้รับมรดกจากตะวันออกมามากมายจริง ๆ

Chapter Five : Showdown at the House of Blue Leaves (ดวลเดือดที่บ้านใบไม้สีน้ำเงิน)

                ตอนสุดท้ายของวอลลุ่มนี้แล้ว การต่อสู้ที่ทำให้นึกถึงหนังแนวกำลังภายในของชอว์บราเธอร์ ในตอนแรก Q ตั้งใจจะใช้โรงถ่ายฉากการต่อสู้ครั้งนี้ ในโรงถ่ายของชอว์ บราเธอร์ แต่ความลงตัวตกมาอยู่ในโรงถ่ายแห่งหนึ่งในปักกิ่ง ซึ่งเป็นโรงถ่ายขนาดใหญ่ ที่พนักงานและครอบครัวต้องเซ็นสัญญาทำงานที่นั่นแบบตลอดชีวิต มีโรงเรียน ร้านอาหาร สิ่งอำนวยความสะดวกในนั้น Q เลือกที่จะใช้ทีมงานที่อยู่ที่นั่นให้มากที่สุดเท่าที่จำได้ โดยเลือกทีมงานของตัวเองไปเพียงหยิบมือ จึงมีภาษาอังกฤษ และภาษาจีนโต้ตอบกันไปมาในกอง ๆนี้ แม้ Q จะได้ร่วมงานกับพวกเค้าไม่เวลาไม่นาน แต่เค้าก็รู้สึกผูกพันกับทีมงานนั้นมาก เค้ารู้สึกที่นั่นเหมือนบ้านอีกหลังนึงของเค้าเลยทีเดียว

เจ้าสาวมาเพื่อทวงแค้นในชุดเหลืองสุดเท่ห์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่อง Enter The Dragon ของบรู๊ซลี ดนตรีจากวงดนตรีสุดจ๊าบ ฮูแทงแคลน ประกอบตลอดการบู๊กับกลุ่ม 88 คนคลั่ง ยังมีดนตรีแบบแบนด์ จากวงดนตรีหญิง 3 คน The 5,6,7,8’s  ของญี่ปุ่น Q เป็นคนประณีตในทุกจุด แม้แต่ดนตรีประกอบ ที่เค้าได้รับการชื่นชมตั้งแต่ผลงานเรื่องก่อน ๆ ของเค้าแล้ว เค้าคิดว่าถ้าเค้ามีความตั้งใจในการทำอะไรอย่างจริงจัง คนดูก็จะรับรู้ถึงมันได้ ในทุกฉากของการต่อสู้ ได้รับการออกแบบจากปรมาจารย์ทางด้านการออกแบบคิวบู๊ของเอเชียและโลก หยวนวูปิง ที่ดึงศักยภาพในการต่อสู้ของอูม่า เธอร์แมน และลูซี่ หลิวในฉากสุดท้าย โดยผ่านประสบการณ์ในโลกของหนังแอ็คชั่นของ Q เค้าต้องเป็นผู้กำกับที่เจ๋งให้ได้ในเรื่องนี้ ตามคำกล่าวของเค้าที่ว่า “ผู้กำกับหนังแอ็คชั่นที่ดี คือผู้กำกับที่เก่งที่สุด”ในฉากสุดท้าย การออกแบบ ของเค้าแล้ววครัวต้องเซ็นสัญญาทำงานที่นั่นแบบตลอดชีวิต มีโรงเรีย  

เพลง Don’t let me be misunderstood ดังขึ้น...

edit @ 21 Mar 2011 16:54:01 by นายแอปเปิ้ล

Comment

Comment:

Tweet

เลือดอาบเสื้อ ซึ่งเป็นอีกฉากในโลกภาพยนตร์ ที่ยังตราตรึงในความทรงจำของผมจนทุกวันนี้ รวมไปถึง ฉากที่เธอใช้มีดเฉือนเส้นเอ็นของพยาบาลหนุ่มจอมฟัค จำได้ว่าหลังจากหมอนั่นโดนเฉือนแล้วล้มลงไปนั้น ผมก็หน้ามืดเลยทีเดียว หัวผมมึนแก้มผมชาไปหมด

#2 By research paper (93.75.230.157) on 2011-04-18 04:04

Fantastic work! I like to read your articles because your intelligence is so inspiring

#1 By moving storage (91.202.129.183) on 2011-04-14 03:21